น้ำหมักชีวภาพ หรือ จุลินทรีย์ EM

      เมื่อไม่นานมานี้ผมได้รับการแนะนำให้รู้จักกับสารชีวภาพ ที่ชื่อว่า EM จากเพื่อนผู้รับผิดชอบ“โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ” ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท กฟผ. จำกัด(มหาชน) ตั้งแต่สมัยที่ยังคงเป็น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และได้เห็นว่า สารที่ชื่อว่าEM นี้ มีประโยชน์ต่อเกษตรกรรมเป็นอย่างยิ่ง จึงขอแนะนำให้สมาชิกของ สวนลูกจันทร์ได้รู้จักกับโครงการฯและสารที่ชื่อว่า EM นี้

       ที่มาของโครงการ
      การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นองค์กรหนึ่งที่พร้อม ให้การสนับสนุนและดำเนินการในเรื่องของการเกษตรกรรมธรรมชาติ ซึ่งเป็นวิธีการสร้างผลผลิตทางการเกษตรโดยไม่ทำลายสภาพแวดล้อม และเป็นการสร้างให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี อีกทั้งมีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสืบสานพระราชปณิธาน และดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงและการพึ่งพาตนเอง รวมทั้งได้สนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงห่วงใยต่อวิถีชีวิตของพสกนิกรที่ช่วยกันรักษาป่า

      ผู้ว่าการ กฟผ. ได้นำผู้บริหารระดับสูงของ กฟผ. ไปรับฟังการบรรยายและสาธิต รวมทั้งเยี่ยมชมหมู่บ้านตัวอย่าง ณ หมู่บ้านโนนสวรรค์ อำเภอโขงเจียม ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ กอ.ป่าดงนาทามได้เข้าไปส่งเสริมแนวทางการดำเนินชีวิตด้วยการเกษตรแบบธรรมชาติ และเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม นำโดย พันเอกพิเชษฐ์ วิสัยจร หัวหน้าศูนย์อำนวยการประสานงานโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงเฉพาะพื้นที่ป่าดงนาทาม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ. อุบลราชธานี หลังจากนั้น ผู้ว่าการ กฟผ.ได้มอบหมายให้ คุณประพันธ์ ฟักเทศ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการพิเศษ (ขณะนั้น) และฝ่ายฝึกอบรมดำเนินการในเรื่องนี้ จึงดำเนินการจัดตั้ง " โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน " อันเนื่องมาจาก พระราชดำริขึ้น

      ทั้งนี้การขยายแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ด้วยการใช้การเกษตรชีวภาพนั้น กฟผ. ได้ขยายผลออกสู่ชุมชนและสังคมเพิ่มขึ้น โดยดำเนินการเผยแพร่ด้วยการบรรยาย การสาธิต และติดตามผล ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไป หน่วยงานและสถาบันต่างๆ เช่น วัด โรงเรียน สหกรณ์ชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบล ทัณฑสถาน ชมรมสตรีต่างๆ สื่อมวลชน หน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในชมรม ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ และชมรมรัฐวิสาหกิจเพื่อฟื้นฟูสังคม-เศรษฐกิจชุมชน รวมทั้งด้วยความสนับสนุนร่วมมือร่วมใจอย่างจริงจังของผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และหน่วยงานต่างๆใน กฟผ.

      กฟผ. ตระหนักและเชื่อมั่นว่า " โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน " สามารถจะส่งเสริมวิถีชีวิตของคนไทย ทำให้ประชาชนพอมี พอกิน และพึ่งตนเองได้ มีอาหารเพียงพอต่อการบริโภคภายในครัวเรือน มีผลผลิตเหลือไว้จำหน่าย สร้างเสริมรายได้จุนเจือครอบครัว และพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งเกิดการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันทำให้ชุมชนเข้มแข็งด้วยการพึ่งพาตนเองและมีเศรษฐกิจชุมชน ด้านสุขภาพที่ดีขึ้นทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและประชาชนผู้บริโภคผลผลิตที่ปลอดสารพิษ นอกจากนั้น การเกษตรแบบธรรมชาติ สามารถลดต้นทุนจากการใช้สารเคมี ลดการใช้สารเคมีด้วยการเกษตรชีวภาพ ทำให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตร่วมกับธรรมชาติ โดยไม่ทำลายซึ่งกันและกัน อันเป็นแนวทางแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

       วัตถุประสงค์ของโครงการ
      1. เพื่อนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
      2. ส่งเสริมวิถีชีวิตของคนไทย ให้รู้จักพอมีพอกิน พึ่งตนเองได้
      3. ให้ความรู้ ความเข้าใจในการทำการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมี ไม่ทำลายระบบนิเวศ
      4. เสริมสร้างจิตสำนึกให้เกิดการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน
      5. เสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง และสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้ยั่งยืน
      6. ส่งเสริมสุขภาพอนามัย ทั้งเกษตรกรผู้ผลิต และผู้บริโภคอันจะนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี
      7. ส่งเสริมให้ทำเกษตรกรรมธรรมชาติ ลดต้นทุนจากการใช้สารเคมี ซึ่งจะทำให้ประหยัดเงินตราในการนำเข้าสารเคมี และยาฆ่าแมลงจากต่างประเทศได้
      8. สนับสนุนและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
      9. ส่งเสริมเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

       การดำเนินงาน
      ในการดำเนินการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” สำหรับโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดำเนินการส่งเสริมใน 4 เรื่อง ได้แก่
      1. การเพาะปลูกพืช
      2. ประมง
      3. ปศุสัตว์
      4. สิ่งแวดล้อม

      โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดำเนินการใน 4 เรื่องดังกล่าว และใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพเป็นตัวช่วย โดยทางโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ทดลองใช้แล้วได้ผลดี และเนื่องจากจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งมีชีวิตสามารถเติบโตและขยายจำนวนให้มากขึ้นได้ ดังนั้นจึงช่วยลดต้นทุนการผลิต ซึ่งนับเป็นเกษตรทางเลือก (Alternative Agriculture) อีกทางหนึ่ง

       อีเอ็ม (EM) คืออะไร
      EM ย่อมาจาก Effective Microorganisms หมายถึง กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง ศ.ดร.เทรูโอะ ฮิงะ นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญสาขาพืชสวน มหาวิทยาลัยริวกิว เมืองโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ได้ศึกษาแนวคิดเรื่อง " ดินมีชีวิต" ของท่านโมกิจิ โอกะดะ (พ.ศ.2425-2498) บิดาเกษตรธรรมชาติของโลกจากนั้น ดร.ฮิงะ เริ่มค้นคว้าทดลองตั้งแต่ปี พ.ศ 2510 และค้นพบ EM เมื่อ พ.ศ. 2526 ท่านอุทิศทุ่มเททำการวิจัยผลว่ากลุ่มจุลินทรีย์นี้ใช้ได้ผลจริง หลังจากนั้นศาสนาจารย์วาคุกามิ ได้นำมาเผยแพร่ในประเทศไทย โดยท่านเป็นประธานมูลนิธิบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ด้วยกิจกรรมทางศาสนา หรือ คิวเซ (คิวเซ แปลว่า ช่วยเหลือโลก) ปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี

      จากการค้นคว้าพบความจริงเกี่ยวกับจุลินทรีย์ว่ามี 3 กลุ่ม คือ
      1. กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพ มีประมาณ 10 %
      2. กลุ่มทำลาย เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นโทษ ทำให้เกิดโรค มีประมาณ 10 %
      3. กลุ่มเป็นกลาง มีประมาณ 80 % จุลินทรีย์กลุ่มนี้หากกลุ่มใด มีจำนวนมากกว่ากลุ่มนี้จะสนับสนุนหรือร่วมด้วย
      ดังนั้น การเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพลงในดิน ก็เพื่อให้กลุ่มสร้างสรรค์มีจำนวนมากกว่า ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้กลับมีพลังขึ้นมาอีกหลังจากที่ถูกทำลายด้วยสารเคมีจนดินตายไป

       จุลินทรีย์มี 2 ประเภท
      1. ประเภทต้องการอากาศ (Aerobic Bacteria)
      2. ประเภทไม่ต้องการอากาศ (Anaerobic Bacteria)

      จุลินทรีย์ทั้ง 2 กลุ่มนี้ ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้ จากการค้นคว้าดังกล่าว ได้มีการนำเอาจุลินทรีย์ที่ได้รับการคัดและเลือกสรรอย่างดีจากธรรมชาติ ที่มีประโยชน์ต่อพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อม มารวมกัน 5 กลุ่ม (Families) 10 จีนัส (Genues) 80 ชนิด (Spicies) ได้แก่

       กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกเชื้อราที่มีเส้นใย (Filamentous fungi) ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการย่อยสลาย สามารถทำงานได้ดีในสภาพที่มีออกซิเจน มีคุณสมบัติต้านทานความร้อนได้ดี ปกติใช้เป็นหัวเชื้อผลิตเหล้า ผลิตปุ๋ยหมัก ฯลฯ
       กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสังเคราะห์แสง (Photosynthetic microorganisms) ทำหน้าที่สังเคราะห์สารอินทรีย์ให้แก่ดิน เช่น ไนโตรเจน (N2) กรดอะมิโน (Amino acids) น้ำตาล (Sugar) วิตามิน (Vitamins) ออร์โมน (Hormones) และอื่นๆ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ดิน
       กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก (Zynogumic or Fermented microorganisms) ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นให้ดินต้านทานโรค (Diseases resistant) ฯลฯ เข้าสู่วงจรการย่อยสลายได้ดี ช่วยลดการ พังทลายของดิน ป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชบางชนิด ของพืชและสัตว์ สามารถบำบัดมลพิษในน้ำเสียที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษต่างๆ ได้
       กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกตรึงไนโตรเจน (Nitrogen fixing microorganisms) มีทั้งพวกที่เป็นสาหร่าย (Algae) และพวกแบคทีเรีย (Bacteria) ทำหน้าที่ตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศเพื่อให้ดินผลิตสารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต เช่น โปรตีน (Protein) กรดอินทรีย์ (Organic acids) กรดไขมัน (Fatty acids) แป้ง (Starch or Carbohydrates) ฮอร์โมน(Hormones) วิตามิน (Vitamins) ฯลฯ
       กลุ่มที่ 5 เป็นกลุ่มจุลินทรีย์พวกสร้างกรดแลคติก (Lactic acids) มีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อรา และแบคทีเรียที่เป็นโทษ ส่วนใหญ่เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศหายใจ ทำหน้าที่เปลี่ยนสภาพดินเน่าเปื่อย หรือดินก่อโรคให้เป็นดินที่ต้านทานโรค ช่วยลดจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชที่มีจำนวนนับแสน หรือให้หมดไป นอกจากนี้ยังช่วยย่อยสลายเปลือกเมล็ดพันธุ์พืช ช่วยให้เมล็ดงอกได้ดีและแข็งแรงกว่าปกติอีกด้วย

       ลักษณะทั่วไปของ EM

      EM เป็นจุลินทรีย์ กลุ่มสร้างสรรค์ เป็นกลุ่มที่มีประโยชน์ หรือ เรียกว่ากลุ่มธรรมะ ดังนั้น เวลาจะใช้ EM ต้องคำนึงถึงอยู่เสมอว่า EM เป็น สิ่งมีชีวิต EM มีลักษณะดังนี้

      • ต้องการที่อยู่ ที่เหมาะสม ไม่ร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไป อยู่ในอุณหภูมิปกติ
      • ต้องการอาหารจากธรรมชาติ เช่น น้ำตาล รำข้าว โปรตีน และสารประกอบอื่นๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต
      • เป็นจุลินทรีย์จากธรรมชาติ ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมีและ ยาฆ่าเชื้อต่างๆ ได้
      • เป็นตัวเอื้อประโยชน์แก่พืช สัตว์ และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล
      • EM จะทำงานในที่มืดได้ดี ดังนั้นควรใช้ช่วงเย็นของวัน
      • เป็นตัวทำลายความสกปรกทั้งหลาย

       การดูแลเก็บรักษา

      1. หัวเชื้อ EM สามารถเก็บได้นานประมาณ 1 ปี โดยปิดฝา ให้สนิท
      2. อย่าทิ้ง EM ไว้กลางแดด และ อย่าเก็บไว้ในตู้เย็น เก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิปกติ
      3. ทุกครั้งที่แบ่งไปใช้ต้องรีบปิดฝาให้สนิท เพื่อไม่ให้เชื้อโรค หรือจุลินทรีย์ในอากาศที่เป็นโทษ เข้าไปปะปน
      4. การนำ EM ไปขยายต่อ ควรใช้ภาชนะที่สะอาด และใช้ให้หมดในระยะเวลาที่เหมาะสม

       ข้อสังเกตพิเศษ

      • หาก EM เปลี่ยนเป็นสีดำ มีกลิ่นเหม็นเน่า ถือว่า EM ตาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีก ให้นำ EM ที่เสียผสมน้ำรดกำจัดหญ้าและวัชชพืชที่ไม่ต้องการได้
      • กรณีเก็บไว้นานๆ จะมีฝ้าขาวเหนือผิวน้ำ แสดงว่า EM พักตัว เมื่อเขย่าภาชนะ ฝ้าสีขาวจะสลายตัว กลับไปอยู่ในน้ำเหมือนเดิมนำไปใช้ได้
      • เมื่อนำไปขยายเชื้อในน้ำและกากน้ำตาล จะมีกลิ่นหอมและ เป็นฟองขาวๆ ภายใน 2-3 วัน ถ้าไม่มีฟอง น้ำนิ่งสนิทแสดงว่าการหมักขยายเชื้อยังไม่ได้ผล

       จุลินทรีย์ EM มีประโยชน์อย่างไร

      การใช้จุลินทรีย์สด หรือ EM สด หมายถึงการใช้จุลินทรีย์ (EM) จากโรงงานผลิต หรือ ผู้จำหน่ายที่ยังไม่ได้ทำการแปรสภาพ

       วิธีใช้และประโยชน์ EM สด

      1.ใช้กับพืช (ปุ๋ยน้ำ)
      • ผสมน้ำในอัตรา 1 : 1000 (EM 1 ช้อนโต๊ะ กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ : น้ำ 10 ลิตร) ใช้ ฉีด พ่น รด ราด พืชต่างๆ ให้ทั่วจากดิน ลำต้น กิ่ง ใบ และนอกทรงพุ่ม
      • พืช ผัก ฉีด พ่น รด ราด ทุก 3 วัน
      • ไม้ดอก ไม้ประดับ เดือนละ 1 ครั้ง การใช้จุลินทรีย์สด ในดิน ควรมีอินทรีย์วัตถุปกคลุมด้วย เช่น ฟางแห้ง ใบไม้แห้ง ฯลฯ เพื่อรักษาความชื้นและเป็นอาหารของจุลินทรีย์ต่อไป

      2. ใช้ในการทำ EM ขยาย ปุ๋ยแห้ง
      3. ใช้กับสัตว์ (ไม่ต้องผสมกากน้ำตาล)
      • ผสม EM 1 ช้อนโต๊ะ : น้ำ 200 ลิตร ให้สัตว์กินทำให้ แข็งแรง
      • ผสม EM 1 ช้อนโต๊ะ : น้ำ 10 ลิตร ใช้พ่นคอกให้สะอาดกำจัดกลิ่น
      • หากสัตว์เป็นโรคทางเดินอาหารให้กิน EM สด 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับอาหารให้สัตว์กิน ฯลฯ

      4. ใช้กับสิ่งแวดล้อม
      • ใส่ห้องน้ำ - ห้องส้วม ในโถส้วมทุกวันๆ ละ 1 ช้อนโต๊ะ (หรือ สัปดาห์ละ 1/2 แก้ว) ช่วยให้เกิดการย่อยสลาย ไม่มีกาก ทำให้ส้วมไม่เต็ม
      • กำจัดกลิ่น ด้วยการผสมน้ำและกากน้ำตาล ในอัตราส่วน 1 : 1 : 1,000 (EM 1 ช้อนโต๊ะ : กากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ : น้ำ 1 ลิตร) ฉีด พ่น ทุก 3 วัน
      • บำบัดน้ำเสีย 1 : 10,000 หรือ EM 2 ช้อนโต๊ะ : น้ำ 200 ลิตร
      • ใช้กำจัดเศษอาหาร หรือ ทำปุ๋ยน้ำจากเศษอาหาร
      • แก้ไขท่ออุดตัน EM 1 ช้อนโต๊ะ ใส่ 5-7 วัน / ครั้ง
      • ฉีดพ่นปรับอากาศในครัวเรือน
      • กำจัดกลิ่นในแหล่งน้ำ

       วิธีใช้และประโยชน์ EM ขยาย

             1. ใช้กับพืชเหมือน EM สด
      2. ใช้กับสัตว์ o ผสม น้ำ 1 : 100 ฉีดพ่นคอก กำจัดแมลงรบกวน o ผสม น้ำ 1 : 1,000 ล้างคอก กำจัดกลิ่น o ผสม น้ำ ในอัตรา : 1 : 500 หรือ 2 ช้อนโต๊ะ : น้ำ 10 ลิตร เพื่อหมักหญ้าแห้ง ฟางแห้ง เป็นอาหารสัตว์
      3. ใช้ทำปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยแห้ง เหมือนใช้ EM สด
      4. ใช้กับสิ่งแวดล้อม เหมือนใช้ EM สด

       ประโยชน์ของปุ๋ยแห้ง

      1. ใช้กับพืช
             o รองก้นหลุม ร่วมกับอินทรีย์วัตถุ เช่น ฟางแห้ง ใบไม้แห้ง
             o คลุมดินคือ โรยผิวดิน บนแปลงผัก หรือใต้ทรงพุ่มของต้นไม้
             o ใช้ในนา ไร่ ร่วมกับ EM ขยาย
             o ใส่ถุงแช่น้ำอัตรา 1 กก. : น้ำ 200 ลิตร หมักไว้ 12-24 ชั่วโมง นำไปรดพืช ผัก

      2. ใช้กับการประมง
             o เพื่อสร้างอาหารในน้ำก่อนปล่อยสัตว์ลงน้ำ
             o เพื่อบำบัดน้ำเสียในบ่อเลี้ยง
             o ผสมอาหารสัตว์

      3. ใช้กับปศุสัตว์
             o ผสมอาหารให้สัตว์กิน

      4. ใช้กับสิ่งแวดล้อม
             o เพื่อบำบัดกลิ่นร่วมกับ EM ขยาย
             o เพื่อบำบัดน้ำเสียร่วมกับ EM ขยาย
             o ใช้ในการหมักเศษอาหาร ทำปุ๋ยน้ำ
             o ใช้ในขยะเปียกอื่นๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป

       การเก็บรักษาจุลินทรีย์ EM

      • จุลินทรีย์ EM สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน 1 ปี อย่างน้อย 6 เดือน ในอุณหภูมิปกติ ไม่เกิน 45-50 องศาเซลเซียลโดยปิดฝาให้สนิท อย่าให้มีอากาศเข้า และอย่าเก็บไว้ในตู้เย็น
      • ทุกครั้งที่แบ่งไปใช้ต้องรีบปิดฝาให้สนิท
      • การนำจุลินทรีย์ EM ไปขยายต่อ ควรใช้ภาชนะที่สะอาด และใช้ให้หมดภายในเวลาที่เหมาะสม
      • การเก็บไว้หลายๆ วัน โดยไม่มีการเคลื่อนไหว ในภาชนะจะมีฝ้าขาวเหนือผิวน้ำ นั่นคือการทำงานของจุลินทรีย์ที่ฟักตัว เมื่อเขย่าแล้วทิ้งไว้ชั่วขณะ ฝ้าขาวจะสลายตัวกลับไปอยู่ในจุลินทรีย์เหมือนเดิม
      • เมื่อนำไปขยายเชื้อในน้ำและกากน้ำตาล จุลินทรีย์จะมีกลิ่นหอมและเป็นฟองขาวๆ ภายใน 2-3 วัน ถ้าไม่มีฟองดังกล่าวแสดงว่า การหมักขยายเชื้อยังไม่ได้ผล
      • จุลินทรีย์ EM ที่นำไปขยายเชื้อแล้ว
ควรใช้ภายใน 7 วันหลังจากหมักได้ที่แล้ว ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพที่อาจเกิดจากความไม่สะอาดของภาชนะ และสิ่งสกปรกแปลกปลอมจากอากาศ เพราะจุลินทรีย์ส่วนใหญ่ไม่ต้องการอากาศ
      • ถ้าใช้ไม่หมดภายใน 3 วัน ต้องปิดฝาให้สนิทด้วยพลาสติก เพื่อไม่ให้อากาศเข้า ก่อนใช้ทุกครั้งต้องตรวจดูก่อนว่ายังมีกลิ่นหอมอมเปรี้ยว
อมหวานหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่ายังใช้ได้

       การประยุกต์ใช้ปุ๋ยชีวภาพ

      ปัจจุบัน EM ได้รับความนิยมขยายไปสู่ชาวโลก เนื่องจากเป็นจุลินทรีย์ที่ไม่มีพิษภัย มีแต่ประโยชน์ ถ้าสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง และมุ่งเน้นการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้การขยายการใช้ EM ไป สู่เกษตรกรและองค์กรทั่วโลกแล้วกว่า 30 ประเทศ อาทิ International Nature Farming Reserch Center Movement (INFRC) JAPAN, EM Research Orgnization (EMRO) JAPAN, International Federation of Agriculture Movement (IFOAM) GERMANY เป็นต้น และ California Certified Organics Farmers ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเกษตรธรรมชาติได้ให้คำรับรองเมื่อ คศ.1993 ว่าเป็นวัสดุประเภทจุลินทรีย์ (Microbial Innoculant) ที่ปลอดภัยและได้ผลจริง 100 %

      สำหรับในประเทศไทย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้นำไปวิเคราะห์แล้วรับรองว่าจุลินทรีย์ EM ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ จึงสามารถนำ EM ไปใช้ประโยชน์ได้หลายประการ

       วัตถุประสงค์หลักของการใช้ปุ๋ยชีวภาพ
      1. ลดต้นทุนการผลิต
      2. ผลผลิตปลอดสารพิษและสารเคมี รักษาสิ่งแวดล้อม
      3. ผลผลิตสูงมีคุณค่าทางโภชนาการ และรสชาติดี
      4. สุขภาพผู้ผลิต และผู้บริโภคแข็งแรงมีพลานามัยดี
      5. ช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ และจิตใจของผู้ผลิตและผู้บริโภค พัฒนาคุณภาพชีวิต
      6. เป็นวิธีง่ายๆ ใครก็ทำได้

       ทางโครงการฯ ได้จัดบรรยายและสาธิต
      ท่านที่ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำไปใช้สามารถเข้ารับฟังการบรรยายทางวิชาการได้ โดยติดต่อสอบถาม และแจ้งลงทะเบียน ทางโทรศัพท์ 0-2436-3878 (ในเวลาราชการ) โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ!!

       สำหรับท่านที่ต้องการตัวอย่าง จุลินทรีย์(EM)ขยาย ฟรี!!
      สามารถนำขวดน้ำเปล่า ชนิด 0.5 ลิตร(ยี่ห้อใดก็ได้) 2 ขวดไป แลกจุลินทรีย์ขยายฟรี 1 ขวด ที่โครงการชีววิถีฯ อาคาร ท.205(แฟลต 5) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ บางกรวย กรุงเทพฯ (ในเวลาราชการ)
      แต่ใน 1 ท่าน แลกได้จำนวนไม่เกิน 2 ขวด/ครั้ง เพื่อให้สามารถนำไปเป็นตัวอย่างทดลองนำไปใช้ สามารถกระจายได้ทั่วถึงทั่วๆกัน
      รวมทั้งรับหนังสือคู่มือชีววิถีได้ฟรี และมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับจุลินทรีย์ สามารถซื้อไปทดลองใช้ได้ (สามารถทำได้เอง)

      หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมที่มีประโยชน์ เชิญเข้าไปเยี่ยมชม เวบไซต์ของ โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้ทีhttp://www.chivavithee.net/ในเวบไซต์นี้จะเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ที่ทุกท่านจะสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของท่านได้


       ขอขอบคุณ
      หัวหน้าโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและคณะวิทยากร
       บริษัท กฟผ. จำกัด(มหาชน)